วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

เด็กชายอังกฤษระดมเงินช่วยเฮติได้ 50,000 ปอนด์ภายในวันเดียว

ลอนดอน 25 ม.ค. - เด็กชายชาวอังกฤษวัย 7 ขวบ สามารถปั่นจักรยานระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติได้กว่า 50,000 ปอนด์ (ราว 2.6 ล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 1 วัน
ด.ช.ชาร์ลี ซิมป์สัน เริ่มต้นด้วยการระดมเงิน 500 ปอนด์ (ราว 26,950 บาท) ให้องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ด้วยการปั่นจักรยานระยะทาง 8 กม. รอบสวนสาธารณะในกรุงลอนดอน แต่ความพยายามของหนุ่มน้อยผู้นี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับร้อยร่วมบริจาคเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต

ด.ช.ซิมป์สัน กล่าวว่า เขาเริ่มความคิดระดมเงินหลังจากได้เห็นภาพสะเทือนใจของเด็กชาวเฮติที่ถูกดึงออกมาจากซากปรักหักพังของอาคารผ่านทางโทรทัศน์ ขณะที่นางลีโอโนรา แม่ของหนูน้อยก็ช่วยทำแบบฟอร์มขอระดมเงินสนับสนุนจนเอกสารดังกล่าวแพร่สะพัดทางอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว และได้เงินบริจาคก้อนโตภายในเวลาเพียงวันเดียว

สำหรับเงินจากเว็บไซต์ JustGiving ของ ด.ช.ซิมป์สัน จะมอบให้แก่ยูนิเซฟ ซึ่งเป็นแกนนำในงานบรรเทาทุกข์ ด้านน้ำดื่ม สุขอนามัย การศึกษา โภชนาการ และสนับสนุนการคุ้มครองเด็ก ยูนิเซฟระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้สามารถระดมเงินทุนได้ 50,000 ปอนด์ (ราว 2.6 ล้านบาท) ภายในเวลา เพียง 1 วัน และเงินที่ได้จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวไทย

4 วิธีแก้คอเคล็ดเพราะตกหมอน


"โอ๊ย... ช่วยด้วยหันคอไม่ได้" ...คุณล่ะเคยไหมคะ ที่บางครั้งหลังตื่นนอนไม่สามารถหันคอหรือเอียงคอได้ เพราะคอเคล็ดหรือคอแข็ง อย่างที่เราเรียกว่า "ตกหมอน" นั่นเอง เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ไว้ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการตกหมอนมาฝากค่ะ

1. อย่าพยายามเคลื่อนไหวคอและให้อยู่นิ่งๆ โดยการนอนราบชั่วคราว เพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก
2. ประคบร้อน ด้วยกระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าชุบน้ำอุ่นบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอที่เจ็บประมาณ 20-30 นาที และกดนวดบริเวณคอเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น
3. ดัดยืดคอด้วยตนเอง โดยใช้มือช่วยดันศีรษะไปในทิศทางที่เกิดอาการตึงช้าๆ จนรู้สึกตึงเล็กน้อยแต่ไม่เจ็บ ดันค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วทำซ้ำ 5-10 ครั้ง จนเริ่มรู้สึกทุเลาลง
4. นวดเบาๆ โดยใช้มือบีบลงบนแนวของกล้ามเนื้อที่รู้สึกปวดเมื่อย ให้แรงบีบพอประมาณที่ทำให้รู้สึกแน่นตึงและไม่เจ็บ บีบและคลายเป็นจังหวะ การประคบร้อนก่อนการนวดจะช่วยให้นวดได้ง่ายขึ้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น

ข้อควรระวัง ไม่ควรกดบีบหรือยืดกล้ามเนื้อจนรู้สึกเจ็บ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น และไม่ควรให้ผู้อื่นดัดคอหรือจับเส้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้อักเสบและเรื้อรังได้ ถ้ายังไม่หายค่อยๆ ฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อหรือปรึกษานักกายภาพบำบัด ปกติอาการปวดคอมักจะหายภายใน 1-2 วัน ถ้าอาการรุนแรงขึ้นหรือยังไม่หายสนิท ให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาให้ถูกต้องค่ะ


นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 194

ดี...ร้าย ...แล้วแต่ใครจะมอง

หญิงสาวคนหนึ่ง หงุดหงิดใจกับเหตการณ์ที่ๆทำงาน ที่เกิดขึ้นทุกวัน
เนื่องจากในออฟฟิศของเธอนั้น มีแต่คนที่ชอบให้ร้ายกันและกันเสมอ............


บ้างก็จับกลุ่มนินทาผู้อื่น
บ้างก็ชอบจับกลุ่มบ่นระบายเรื่องไม่พอใจและปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงาน
หัวหน้าที่ชอบดุด่า เพื่อแสดงอำนาจลูกน้อง
ที่แอบนินทาว่าเจ้านายลับหลัง


หญิงสาวจึงมาทำงานทุกวันด้วยความเบื่อหน่าย
และอยากจะลาออกไปให้พ้นๆๆ จากบริษัทแห่งนี้
ทุกๆวันเธอจึงเฝ้าแต่มองหาที่ทำงานใหม่
ที่เธอคิดว่า สังคมในการทำงานจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่......
----------------------------------------------------

วันหนึ่ง.....หญิงสาว ไปท่องเที่ยวที่วัด ๆ หนึ่ง
มีสุนัข 2 ตัว กำลังยืน ประจันหน้า และพร้อมที่จะเข้ากัดกัน
ต่างฝ่าย ต่างก็ ขู่ คำราม เสียงดัง เป็นที่หนวกหู แก่ผู้คน

ด้วยความรำคาญ หญิงสาว จึงเข้าไปไล่.....

สุนัข เมื่อ ถูกไล่ ก็ วิ่งหนีไปด้วยความกลัว
แต่ไม่ช้า สุนัข ทั้งสอง ก็กลับมา คำราม ขู่กัน ในพื้นที่เดิมอีก
หญิงสาว ก็เดินเข้าไปไล่มันอีก มันก็ วิ่งหนี และกลับมา แบบเดิมอีก

หญิงสาว ไล่สุนัข จนเหนื่อย รู้สึกรำคาญ กับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก
เธอเริ่มคิดว่า ทำไม? วัดนี้ไม่มีคนมาคอยดูแล
คอยไล่สุนัข เพื่อไม่ให้รบกวนคนที่มาวัด
แถมสุนัขจรจัดก็มีมาก สร้างความสกปรก และความรำคาญให้แก่ผู้คน
---------------------------------------------------------------

และแล้วก็มีพระเดินผ่านมา เธอจึงเอ่ยปาก ถาม ขึ้นว่า.....
" หลวงพี่ ไม่รำคาญเสียงสุนัข บ้างเลยหรือ มันเห่าเสียงดัง ทำไมไม่ไล่มันไปเสีย "
พระหนุ่มจึงตอบว่า
" เราไม่เห็นได้ยินเสียงเห่าของสุนัขเลย โยม จะให้รำคาญได้อย่างไร"

หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น
" เอ๊ะ หลวงพี่ เสียงหมาเห่าออกจะดังขนาดนี้ ยังบอกว่าไม่ได้ยินเหรอ"


" หูอาตมาไม่ได้หนวก เสียงสุนัขนะได้ยิน อยู่
แต่อาตมาได้ยินว่ามันทะเลาะกัน เดี๋ยวทะเลาะกันเหนื่อย มันก็เลิกไปเอง
ไม่เห็นได้ยินเสียงเห่า ว่า น่ารำคาญ อย่างที่โยม บอก.....
ว่าแต่โยม เถอะ ไปทะเลาะกับสุนัข 2 ตัว นั้น ด้วย เหรอ
ถึงได้ หงุดหงิดเดือดเนื้อร้อนใจ ไปกับมันด้วย ? "
--------------------------------------------------------


.....หากเรามองว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความทุกข์
แต่เป็นเพียง เรื่องโชคร้าย ที่ผ่านเข้ามาในบางจังหวะของชีวิต

เราก็จะไม่ทุกข์.....

และจะมีกำลังใจที่จะต่อสู้ กับเหตุการณ์โชคร้ายที่จะเกิดขึ้นได้.....

......เราปฎิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่ทำให้เราร้อนรนจิตใจ

ถ้าเรา เพียงแค่มองสิ่งเหล่านั้น ด้วยการมีเมตตา

เราจะสามารถรู้สึกสงบ และเป็นสุขได้.....


.....การมีชีวิตอยู่ในสังคมทุกวันนี้ เต็มไปด้วยความวุ่นวาย.....

.....การฝึกมองทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว ด้วยความเมตตา

จะเป็นเกราะป้องกันจิตใจเรา ให้อยู่ห่างไกลจากความทุกข์

และจะรู้สึกเบาสบาย เป็นสุขได้ทุกเวลา


***********************************************

แผ่นดินไหวปานกลาง เขย่าวานูอาตู ไม่มีเตือนสึนามิ

ศูนย์สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ รายงาน เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาดปานกลางในวานูอาตู แปซิฟิกใต้ วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.4 ริคเตอร์ ยังไม่มีประกาศเตือนสึนามิ และไม่มีรายงานความเสียหาย

...สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ศูนย์สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาดปานกลางในวานูอาตู แปซิฟิกใต้ วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.4 ริคเตอร์ เมื่อเวลา 05.15 น. (ตามเวลาในท้องถิ่น) ซึ่งตรงกับเวลา 01.15 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) โดยศูนย์การแผ่นดินไหวห่างจากกึ่งกลางระหว่างทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของ กรุงพอร์ทวิลลา 98 กิโลเมตร ลึก 15 กิโลเมตร

เบื้องต้นยังไม่มีประกาศเตือนสึนามิ และไม่มีรายงานความเสียหาย แต่เหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 8.0 ริคเตอร์ ซึ่งทำให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่ในซามัว และอเมริกันซามัว รวมถึงตองก้า เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชน รีสอร์ท และยังคร่าชีวิตประชาชนอีก 184 คน.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้ไหมว่า “สตอเบอรี่” มีดีแค่ไหน?


คงไม่ต้องแปลกใจ ที่เวลานี้เราจะเห็น “สตอเบอรี่” ขายอยู่ เกลื่อนตามท้องตลาด เรียกว่าเดินไปทางไหนก็เจอ.. แต่ที่นิยมกันมากก็คงจะเป็นสตอเบอรี่ที่ใส่แก้วเล็กๆขาย ราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 20-30 บาท เรียกได้ว่าซื้อหามารับประทานกันได้ง่ายและสะดวกทีเดียวในช่วงนี้

นอกจากสีสันและรูปลักษณ์ที่เข้าท่าน่ารับประทานยิ่งของเจ้าสตอเบอรี่นี้ จึงกลายเป็นผลไม้ที่หลายคนชอบนัก แต่ก็ใช่ว่าจะหารับประทานกันได้ง่ายเพราะจะมีแต่ช่วงหน้าหนาวซึ่งเป็นระยะ เวลาสั้นๆนี่เองที่เราจะได้รับประทานเจ้าผลไม้ชนิดนี้กันอย่างหนำใจ เพราะถ้าเป็นช่วงนอกฤดูแล้วละก็ เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงถือว่าแพงใช่เล่นเลยทีเดียว

แต่ก็เอาเถอะค่ะ ราคาจะขนาดไหนกันเชียว เมื่อเทียบกับคุณประโยชน์มหาศาล ที่อัดแน่นอยู่ในสตอเบอรี่แดงฉ่ำแสนอร่อยลูกนี้ มาดูกันซิว่า สตอเบอรี่ จะมีดีแค่ไหน?

อย่างแรก สตอเบอรี่ เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและวิตามินเอสูงมาก และสารทั้งสองชนิดนี้ ก็เป็นสารสำคัญที่สามารถต้านอนุมูลอิสระต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ ซึ่งถ้าหากว่าเรารับประทานสตอเบอรี่เป็นประจำ ก็จะทำให้เราห่างไกลจากโรคนอกจากนั้น สตอเบอรี่ยังมี ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ที่มาช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยให้ระบบเลือดและหัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย

ยังไม่หมด สตอเบอรี่ ยังอุดมด้วยไฟเบอร์เพคติน ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลลงได้ระดับหนึ่ง เรียกได้ว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่ต้องกลัวอ้วนหรือน้ำตาลขึ้นเหมือนผลไม้ชนิด อื่นๆแน่นอน
มะเร็ง และก็ยังมีสุขภาพผิวที่ดีสดชื่นเปล่งปลั่งไม่แพ้ใคร



2 เด็กไทยเจ๋ง ชนะเลิศ จรวดขวดน้ำ เอเชียฯ

2 เด็กไทยเจ๋ง ชนะเลิศจรวดขวดน้ำเอเชียฯ เอาชนะคู่แข่งโลก 50 คนจาก 15 ประเทศ (มติชนออนไลน์)


นายพิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวเมื่อวันที่ 24 มกราคม ถึงผลการแข่งขันจรวดขวดน้ำเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 16 (APRSAF-16 Water Rocket Event) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 - 24 มกราคม 2553 ที่อพวช. คลองห้า จ.ปทุมธานี โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเป็นครั้งแรก โดยมีเยาวชนอายุตั้งแต่ 12-16 ปีเข้าร่วมกว่า 50 คน จาก 15 ประเทศ อาทิ บังคลาเทศ กัมพูชา โคลัมเบีย อินเดีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไทย ว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีอีกครั้งกับความสามารถของเด็กไทย ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันจรวดขวดน้ำเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 16 โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่


นายศฤงคาร ทองแท้ หรือแบงค์ อายุ 16 ปี นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนจุ๋งฮัวโซะเซียว จ.ตรัง สามารถยิงจรวดขวดน้ำได้ในระยะทาง 0.06 เมตรจากจุดศูนย์กลางของเป้า ถือว่าแม่นยำที่สุด


นายพิชัย กล่าวว่า ส่วนรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายฮี เจียง ตัน อายุ 15 ปี จากโรงเรียน Dunearn Secondary School ประเทศสิงคโปร์ ยิงจรวดขวดน้ำได้ในระยะทาง 0.26 เมตรจากจุดศูนย์กลางของเป้า ส่วนรางวัลชนะเลิศอันดับ 3 เป็นของไทยอีก ได้แก่ นายสุทธิพงษ์ รุ่งรักษ์ อายุ 16 ปี โรงเรียนจุ๋งฮัวโซะเซียว จ.ตรัง เช่นกัน สามารถยิงจรวดขวดน้ำได้ในระยะทาง 2.08 เมตรจากจุดศูนย์กลางเป้าหมาย โดยทั้งหมดจะได้รับถ้วยรางวัล พร้อมเกียรติบัตร ขณะที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันคนอื่น ๆ จะได้รับเกียรติบัตรเพื่อเป็นที่ระลึกด้วย


ผู้อำนวยการ อพวช. กล่าวอีกว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กไทยได้รับรางวัลชนะเลิศ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันจรวดขวดน้ำที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2549 และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม การแข่งขันดังกล่าวแม้จะไม่มีเงินรางวัล แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับ คือ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างง่าย โดยใช้อุปกรณ์ราคาถูกไม่ถึง 50 บาท ที่สำคัญยังได้แลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ และกระบวนการคิดในการประดิษฐ์จรวดขวดน้ำของประเทศอื่นๆ รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ดังกล่าวยังเป็นพื้นฐานนำไปสู่อาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีอวกาศ หรืออาจไปสู่ความฝันของการเป็นนักบินอวกาศก็เป็นได้ เนื่องจากหลักการพื้นฐานของการขับเคลื่อนจรวดขวดน้ำ ไม่ได้แตกต่างจากเครื่องบินอวกาศเลย


"หวังว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะพิสูจน์ศักยภาพเทคโนโลยีด้านจรวดขวดน้ำของไทยในระดับนานาชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเยาวชนไทยเคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันดังกล่าวที่ญี่ปุ่นมาแล้ว ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหันมาสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น" นายพิชัย กล่าว ด้านนายศฤงคาร กล่าวว่า รู้สึกดีใจกับรางวัลที่ได้รับ และอยากให้ภาครัฐสนับสนุนให้เด็กไทยหันมาเล่นจรวดขวดน้ำมากกว่านี้ เพราะเป็นกิจกรรมที่ดีในการปลูกฝังให้สนใจวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น ดีกว่าไปเล่นเกมส์ ติดยาเสพติด หรือทะเลาะวิวาท ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย






ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก


วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

ภูมิศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคต (Geography at Present and in the Future)

ภูมิศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคต
Geography at Present and in the Future
ภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน มีลักษณะหลายอย่างแตกต่างจาก ภูมิศาสตร์ในอดีต ลักษณะของความแตกต่างมีสองประการ คือ 1. ความแตกต่างทางด้านแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ 2. ความแตกต่างทางด้านวิธีการศึกษาวิจัย แนวความคิดภูมิศาสตร์ออกเป็น 4 แนวทาง คือ

1. Man-land tradition หรือ Man-land ( environment) relations
2. Area studies tradition หรือ Areal differentiation
3. Earth science tradition
4. Spatial tradition
Man-land tradition มุ่งศึกษาวิจัยถึงความสัมพันธ์ หรือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มย่อยคือ กลุ่มแรก เชื่อว่าปัจจัย สิ่งแวดล้อมกายภาพ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์โดยไม่พิจารณาย้อนหลังว่า สิ่งแวดล้อมทางกายที่ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์หรือไม่ เรียกว่า ดีเทอร์ มินิสท์ (Determinists) นักภูมิศาสตร์คนสำคัญในกลุ่มนี้คือ รัทเซล (Ratzel) กลุ่มที่สอง เชื่อว่า มนุษย์เป็นต้นเหตุที่ทำให้สิ่งแวดล้อมทางกายภาพเกิดการเปลี่ยนแปลงไป เรียกว่า พอสสิบิลิสท์ (Possibilists)
กลุ่มที่สาม เชื่อว่า จุดสำคัญในวิชาภูมิศาสตร์ก็คือ การสร้างระบบการอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ระบบดังกล่าวเรียกว่า ระบบนิเวศของมนุษย์
Area studies tradition หรือ Areal differentiation มุ่งศึกษาวิจัยธรรมชาติลักษณะและความแตกต่างของสถานที่ต่างๆบนผิวโลก นักภูมิสาสตร์คนสำคัญ คือ ริชาร์ด ฮาร์ทชอร์น (Richard Hartshorne) นอกจากแนวความคิดแตกต่างจากพื้นที่ยังได้สรุปว่า การศึกษาวิจัยด้วยวิธีการ สังเคราะห์ อย่างเป็นระบบในกรอบของ ภูมิภาค ทำให้เกิดคำนิยามของวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นว่า “ภูมิศาสตร์” เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับความแตกต่างทางพื้นที่ ผลิตผลคือ วิชาภูมิศาสตร์ภูมิภาค แนวความคิดดังกล่าวถูกโจมตีอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นแนวทางการศึกษาวิจัยที่ไม่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ทำให้ขาดความรัดกุม เชื่อถือ และพิสูจน์ได้ยาก
Earth science tradition มุ่งเน้นเกี่ยวกับโลกในส่วนที่เป็นธรณีภาค (Lithosphere) บรรยายกาศ(Atmosphere) ตลอดจนความสัมพันธ์กันระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ความเชื่อดังกล่าวก่อให้เกิดวิชา ภูมิศาสตร์กายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ ดังนั้นคำนิยามภูมิศาสตร์จึงกล่าวว่า “ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับโลก”
Spatial tradition ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ทางพื้นที่ของปรากฏการณ์ต่างๆ ทำให้เกิดนิยามทางภูมิศาสตร์ว่า “ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวพื้นที่” (Geography is the study of space) ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงและถือเป็น แกนนำ
ภูมิศาสตร์ในอนาคต
ภูมิศาสตร์ในอดีต มุ่งเน้นที่จะ บรรยาย หรือ พรรณนา ปรากฏการณ์ของสิ่งต่างๆบนพื้นผิวโลก ในทางตรงข้ามภูมิศาสตร์ในปัจจุบันมุ่งเน้นที่จะ อธิบาย และ พยากรณ์ ปรากฏการณ์ของสิ่งต่างๆบนพื้นที่ ฉะนั้นคำถามเกี่ยวกับปัญหาทางภูมิศาสตร์จึงเน้นคำว่า “ ทำไม ” หรือ “ เพราะเหตุใด ” หรือ “ อย่างไร ”
วิชาภูมิศาสตร์จะได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยยึดถือ Spatial tradition เป็นแกนนำ ส่วนแนวความคิดทางด้านอื่นอีกสามด้านก็จะได้รับการประยุกต์วิธีการทางด้านปริมาณวิเคราะห์ สถิติ โมเดล สมการ ดังนั้น วิชาภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน จึงมีลักษณะที่แตกต่างจากภูมิศาสตร์ในอดีต ในสาระที่สำคัญสองประการ คือ ความแตกต่างกันด้านแนวความคิดทางภูมิศาสตร์และความแตกต่างกันทางด้านวิธีการศึกษา ตัวแปรทั้งสองดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางภูมิศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคตว่าจะมีลักษณะเนื้อหาวิชาและวิธีการศึกษาเน้นหนักไปในทางใด
( วิชัย ศรีคำ)